[รีวิว] ตาดู หูฟัง สมองซื้อ มือจ่าย buyology

buyology

หากจะบอกว่ายุคนี้เป็นยุคที่การโฆษณาคุกคามความเป็นส่วนตัวของเรามากที่สุดก็คงไม่ผิดนัก ทุกๆคนพยายามยัดเยียดสื่อสารกับเรา แบบทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ ให้ผู้บริโภคอย่างเรา จดจำ คิดถึง นึกถึง ต้องการ ฯลฯ แต่หนังสือเล่มนี้ buyology จะมาบอกว่าทั้งเรื่องราวที่ค้นพบว่า การโฆษณาแบบไหนที่สมองของเราจดจำ และการเสียเงินหลายสิบล้านดอลล่าเหรียญสหรัฐโดยเปล่าประโยชน์นั้นก็มีอยู่จริงๆแล้ว

การสร้างแบรนด์ว่าแต่ละแบรนด์ มีผลกระทบต่อจิตใจผู้ซื้อ เคสสนุกๆให้เราได้อ่าน อย่างเช่น เวลาเราเข้าร้านเสื้อผ้า แล้วเขามีนายแบบ นางแบบหุ่นเลิศมายืนหน้าร้าน เรียกให้เราเข้าไปเลือก ชม สัมผัส รับรู้ จดจำ และกลายเป็นสิ่งที่ตราตรึงในสมองของเรา และทุกๆครั้งที่สมองของเราเจอแบรนด์นี้ สมองเราจะดึงสิ่งที่เราจดจำนั้นมาใช้อีกทำให้เรา ต้องซื้อของอีกครั้ง

อีกทั้งยังเล่าเกี่ยวกับการเข้าไปแอบดูว่าสมอง คิดยังไงเมื่อเห็นภาพแบรนด์ต่างๆ และการ Tie in หรือที่พบเห็นสิ่งของบางอย่างในหนัง หรือรายการนั้นมันมีอิทธิพลต่อคนดูจริงๆหรือไม่ หากคุณเป็นนักการตลาด นักสร้างแบรนด์คุณต้องไม่พลาดกับหนังสือเล่มนี้ครับ

สำหรับคนอยากฟัง

บทแรกที่น่าสนใจของ buyology

buyology ประโยคเด็ดๆ
buyology ประโยคเด็ดๆ

คนสูบบุหรี่หรือคนที่ติดมันจนแถวบ้านเราเรียกว่า สิงค์อมควัน นั้นแม้มีการรณรงค์ให้เลิกสูบมากมายแค่นั้น แต่ก็มีนักสูบบุหรี่เยอะขึ้นเรื่อยๆ แปลกไหมครับ ? ที่บ้านเรานั้นมีภาพ คนที่ป่วยหรือเสียชีวิต เป็นมะเร็งติดข้างกล่องแต่ก็ไม่สามารถทำให้นักสูบลดลงเลย แต่กลับทำให้คนสูบมากขึ้นอีก หนังสือจะนำพาเราไปแอบดูว่า สมองคนเหล่านี้คิดอย่างไร เมื่อเห็นภาพ

การนอกเรื่องที่น่าติดตาม

buyology ประโยคเด็ดๆ
buyology ประโยคเด็ดๆ

นอกจากหัวข้อแรกที่ทางหนังสือนำเสนอมาแล้ว ยังนำเราไปสู่การทดลองต่างๆ ที่ผู้เขียนทำ เช่น การ Tie in ในรายการนั้นมีอิทธิพลจริงๆหรือไม่ ทั้งๆที่ในรายการมีของให้เรามองเห็นมากมาย เช่น อาจจะมีกระป๋องโค้กวางอยู่หน้ากรรมการสามท่านในรายการหนึ่ง และมีการพูดถึงรถที่เป็นรางวัลใหญ่ของอีกแบรนด์หนึ่งด้วย และมีแบรนด์อื่นๆมาร่วมกันแชร์อีกมากมาย คำถามคือ

เราทุกคนจะจดจำแบรนด์ไหนได้ และทำไมถึงจดจำได้ ?

เชื่อเถอะครับว่า สมองเราทุกวันนี้พยายามจะกรอกทุกสิ่งที่ไม่สำคัญออก แต่นักตลาดนั้นก็พยายามจะยัดข้อมูลให้แก่เรา คุณจำได้ไหมว่า กุญแจบ้านครั้งสุดท้าย วางไว้ไหน หรือสองวันก่อนเรากินมื้อเที่ยงเป็นอะไร ? หากคุณต้องใช้เวลานานหรือนึกไม่ออกนั่นเป็นเพราะสมองมีความจำ จำกัดไม่สามารถจะจำได้ทุกเรื่องราว มีการกล่าวถึงเครื่องที่ทำการทดลองว่า เขาทำยังไงผลออกมาเป็นแบบไหน

เซลล์กระจกเงา

บทที่ 3
บทที่ 3

การค้นพบว่า ทำไมเราถึงอยากจะหล่อ สวย เท่ห์เหมือนดารา หรือการที่เราพยายามซื้อของบางอย่างแล้วทำให้เรารู้สึกพอใจ บทนี้จะมีพูดถึงลักษณะของคนที่จะจับจ่ายซื้อของ ต่างๆว่าคิดอะไรอยู่แล้วเจ้า เซลล์กระจกเงานั้นทำให้เราจ่ายเงินโดยไม่ลังเลได้อย่างไร  สารโดพามีนทำให้เรารู้สึกคุ้นเคยและหลงใหล

อาการช๊อปปิ้งบำบัดนั้นจริงๆแล้วมาจากอะไร ในบทที่ 3 ของหนังสือ buyology ได้อธิบายอย่างสนุกสนานเลยทีเดียว

ข้อความซ่อนเร้น

ผมว่าเราๆท่านๆเนี้ยต้องเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับข้อความซ้อนเร้นอย่างแน่นอน ถ้าจะได้พูดถึงคงเป็นเรื่องที่ว่า โรงหนังแห่งหนึ่งเปิดหนังฉาย และในขณะนั้นก็แอบฉากภาพ โค้กและป๊อปคอร์น ในเวลาที่เร็วมากจนทำให้คนในโรงหนังซื้อโค้กและป๊อปคอร์นอย่างล้นหลาม จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตว่า ทำอย่างนั้นได้จริงๆหรอ ถ้าหากทำได้จริงแล้วเราจะถูกสื่อคุกคามจูงจมูกเราไปซื้ออะไรก็ได้อย่างนั้นสิ

จริงๆแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องโกหก … แต่มันได้มีอิทธิพลไปไกลมากแล้ว เพราะหนังสือที่แอดมินได้อ่านหลายๆเล่มก็มีการกล่าวถึงเรื่องนี้ ซึ่งมีการทดลองมากมายแต่ไม่มีผลกระทบจริงๆ แต่ ! ( แต่ไรอีก ) ในหนังสือมีการถูกถึงว่า มันไม่มีผลจริงๆหรอ ? และมีการพิสูจน์ให้ดูด้วยว่าข้อความซ่อนเร้นรอบตัวเรานั้นเยอะมากขนาดไหน

จบเรื่องบุหรี่ก็ไปต่อเรื่อง ความเชื่อ

buyology ประโยคเด็ดๆ
ประโยคเด็ดๆ

ตอนแรกๆ ผมคิดว่ามีแค่บ้านเราเท่านั้นที่เชื่ออะไร แบบที่พิสูจน์ไม่ได้ แต่ทางฝั่งตะวันตกนั้นก็มีเหมือนกัน แต่ในหนังสือมีบอกว่าสาเหตุของการ ที่เราจะไปเชื่ออะไรที่เราเชื่อมั่นโดยอธิบายไม่ได้นั้นมาจากอะไร โดยแบรนด์ต่างๆนั้นพยายามสร้าง ธรรมเนียม ให้เราโดยที่เราไม่รู้ตัว มีอธิบายหลายเคสมากๆ สนุกดี เช่น คุณอาจจะเชื่อว่าต้องก้าวขาซ้ายออกจากบ้านก่อน หรือ ต้องมีสิ่งนำโชคบางอย่างติดตัว และสิ่งนั้นก็หาซื้อได้อีกด้วย เป็นต้น

จริงๆแล้ว มนุษย์นั้นอยากควบคุมสิ่งที่วุ่นวายได้ ความเชื่อต่างๆจึงก่อตัวขึ้น เพราะการทำอะไรบางอย่างทำให้เราเชื่อมั่นว่าเราจะควบคุมมันได้ เช่น คุณอาจจะพกแหวนนำโชค แล้วคุณมั่นใจว่าวันนี้ต้องขายงานได้ ทั้งๆที่งานนั้นอาจะขายไม่ได้เลยก็เป็นได้ แต่คุณก็จะเชื่อมั่นในสิ่งนั้น ความเครียดต่อเหตุการณ์ยิ่งสูงมากเท่าไร คนๆนั้น อาจมีโอกาสเชื่อโชคลางได้เยอะมากขึ้นเท่านั้น ( บ้านเราอาจจะมีคนเครียดเยอะก็ได้นะ )

ที่เล่าๆมาแล้วมันเกี่ยวอะไรกับการซื้อขายของงั้นหรอ ? คุณคงเคยได้ยินพวกเลขนำงโชคบ้างใช่ไหมครับ เคยได้ยินเลข 8 ไหมที่จะนำโชคมาให้ยิ่งมากก็ยิ่งดี ในประเทศจีนเคยมีคนประมูลทะเบียนรถหมายเลข APY8888 ทุ่มไปถึง 6,750$ ( หรือประมาณ 241,963 บาทไทย ณ วันที่เขียน ) คุณเริ่มมองเห็นโอกาสหรือยังครับ ? และมีหลายเคสให้เราได้ทราบอิทธิพลของตัวเลข โชครางอีกมากมายครับ

มาเรื่องศาสนาต่อ

หากบอกว่า น้ำในขวดยี่ห้อหนึ่งเป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ปลุกเสกจากอาจารย์ชื่อดังที่บอกไปคุณต้องรู้จักแน่ๆ คุณจะซื้อไหมครับ ? ราคาเท่าน้ำดื่มทั่วไปเลย แบบใกล้เคียงกัน บางคนที่นับถือก็อาจจะซื้อเพราะว่า เรานับถือสิ่งเหล่านี้ ในฝั่งตะวันตกก็มีตัวอย่างงานคล้ายๆอย่างนี้ครับ แบรนด์เอาเรื่องศาสนามาใช้ให้เป็นประโยชน์ในบทนี้ยังมีสิ่งที่ทำให้เราสัมผัสถึงความเป็นแบรนด์ของคุณได้

สรุป

เป็นหนังสือที่เหมาะกับนักตลาดเพราะว่า เรื่องการเข้าไปแอบดูสมองคนเราคิดอย่างไร เมื่อเรากำลังจะซื้อของ ซึ่งเนื้อหาจะอธิบายมีตัวอย่างหลายๆแบบให้เราได้อ่าน ถือว่าสนุกนะ ถ้าชอบหลายๆกรณีนะ แล้วเราจะหลบหนีได้ไหม เราสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อรู้ทันว่า นักการตลาดสมัยใหม่นั้นจะทำอย่างไร เพราะผมคิดว่าอีกไม่กี่ปี การตลาดแนวนี้ต้องมาแน่ๆผมเชื่อว่าอย่างนั้น แต่ในบ้านเรานั้นยังคงอีกนาน ฮ่าๆ

Credit

ขอบคุณสำนักพิมพ์ welearn ที่นำหนังสือดีๆมาแปลไทยให้อ่านครับ ใครอยากติดตามข่าวสารก็ไปติดตามได้ที่  Link นี้

https://www.facebook.com/welearnbook/

หากใครต้องการติดตามหนังสือเล่มใหม่ๆก็สามารถกด Like ที่แฟนเพจได้

https://www.facebook.com/readraide/

หรือสมัครรับอีเมลจากทางขวามือของคุณผู้อ่านได้เลยครับขอบคุณครับ

เกี่ยวกับผู้เขียน oxygenyoyo


โปรแกรมเมอร์มือใหม่ในโลกแห่งหนังสือ อยากแบ่งบันหนังสือที่ถูกใจและหวังว่าคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับทุกคนครับ :)

Copyright © 2017. All rights reserved.