Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/niciuzza/domains/readraide.in.th/public_html/wp-content/plugins/nextend-smart-slider3-pro/nextend/library/libraries/localization/pomo/plural-forms.php on line 224
อยู่แต่ใน "กล่อง" คุณจะไปเห็นอะไร - Read Rai De - อ่านไรดี

[รีวิว] อยู่แต่ใน “กล่อง” คุณจะไปเห็นอะไร

อยู่ใน "กล่อง" จะเห็นอะไร

หนังสืออยู่แต่ใน “กล่อง” จะไปเห็นอะไร เป็นหนังสือที่ดีมากๆ หากผมจะหานิยามง่ายๆ ให้เข้าใจเลยคือ “เปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อเปลี่ยนแปลงคนอื่น” หากคุณมีปัญหาไม่ว่าจะกับแฟน เพื่อน หรือคนในครอบครัว คุณไม่เข้าใจว่าคุณทำผิดอะไร เมื่อมีการเริ่มคุย ก็เหมือนการ “ก่อสงคราม” ทุกครั้งไป หนังสือเล่มนี้คือ คำตอบที่คุณกำลังหาอยู่เป็นแน่

พีระมิดแห่งการเปลี่ยนแปลง

ในหนังสือบทแรกๆนั้นจะนำพาให้เรารู้จักตัวละครของเรื่อง และปัญหาที่ตัวละครเจอ ซึ่งคิดว่าหลายๆคนน่าจะเจอ อาจจะไม่ใช่ปัญหาแบบตรงๆในเรื่องแต่อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่า เราทุกคนมีปัญหา อยากเปลี่ยนแปลงคนอื่น ทำไมผู้อื่นไม่เป็นอย่างที่เราตั้งใจให้เป็น ทำไมเราต้องมาเจอเรื่องแย่ๆอย่างนี้ ลูกน้องมีนิสัยอย่างนี้ ฉันช่วยเหลือทุกอย่างทำไมฉันถึงได้เจอเรื่องร้าย ? 

ครอบครัวหลักของเรื่องประกอบด้วยพ่อชื่อ ลู , ลูกชื่อ โครี และแม่ชื่อแครอล โดยโครีลูกชายติดยาเสพติด … ถึงประโยคนี้เป็นคุณจะคิดอย่างไร ? สั่งสอนหรอครับ ? ยังไง ? หลายคำถามได้ถาโถมเข้ามาหาผม ผมแน่ใจว่าผู้อ่านทุกคนคงต้องคิดคำสั่งสอนและพยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน คำถามคือ มันดีขึ้นไหม ? ลูได้พยายามเหมือนกันครับ แต่เละไม่เป็นท่า

สิ่งที่ที่เราต้องเรียนรู้ก็คือพีระมิดแบบโครงสร้างคราวๆ กันก่อนครับตามรูปด้านล่างเลยครับ

IMG_3161

 

ในทางที่ถูกต้องนั้นเราควรจะใส่ความพยายามไปกับ การช่วยให้สิ่งต่างๆดำเนินไปอย่างถูกต้อง และใช้เวลาน้อยๆกับ การรับมือกับสิ่งที่ผิดพลาด นี่คือสิ่งที่ควรจะเป็นไป แต่ … พวกเรามักจะทำอะไรสวนทางกับพีระมิดนี้ครับ เราพยายามสั่งสอนลูกๆ เปลี่ยนแปลงคู่ครอง สั่งสอนลูก สร้างวินัยให้กับคนที่ทำตัวไม่ได้ดั่งใจเรา นอกจากนี้แม้เวลาเราไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้ เรายังอุตสาห์คิดและกังวลกับสิ่งเหล่านี้อีก ( อ่านตรงนี้ผมรู้สึกเหมือนโดนด่าไปด้วยจริงๆ ) ข่าวดีคือเราสามารถเรียนรู้วิธีแก้ไขในทางที่ถูกต้องได้ครับ

คนหรือสิ่งของ ?

ผมแน่ใจว่าเกือบทุกคนเวลาเจอปัญหาต่างๆคิดไม่เกินตรงนี้หรอกครับ เพราะตอนนี้คุณยังแยกไม่ออกว่า การมองคนที่เป็นสิ่งของนั้นง่ายมากกว่าการมองคนเป็นคน ซึ่งคุณจะได้เรียนรู้ในช่วงแรกว่าการ มองคนด้วยใจเป็นมิตรเป็นอย่างไร เรามองคนเป็นสิ่งของซะส่วนใหญ่เพราะอะไร ? เราจะได้เรียนรู้จากอดีตที่มีการรบกันในหนังสือครับ

คุณผู้อ่านจะได้เรียนรู้ต่อว่า เมื่อเรามองคนเป็นสิ่งของจะเกิดอะไรขึ้น และเราจะได้เห็นแผนผังของความขัดแย้ง ยิ่งเรามองคนอื่นเป็นสิ่งของแล้วเราจะเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายมาก่อนสงครามกับเรา การพิจารณาของเราจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เรามองเห็นแต่เรื่องแย่ๆ และการกระทำของเราไม่ได้เป็นมิตรเลย

กล่อง 4 แบบ

หลังจากที่คุณเรียนรู้การมองคนด้วยใจเป็นมิตรแล้วคุณจะรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงทันที ภาพเก่าๆหรือเหตุการณ์ที่คุณทำพลาดในอดีตจะขึ้นมาให้คุณอยากแก้ไขมันทันที ซึ่งการรีบแก้ไขนั้นไม่ผิด แต่เชื่อเถอะว่า คุณจะเจอคนที่มองเราเป็นสิ่งของ ถึงแม้เราจะมองเขาเป็นคนแล้วก็ตาม

เราจะค้นพบต่อว่าการกระทำบางอย่าง เรา ทรยศความรู้สึกตัวเอง เมื่อไร และเมื่อเราเป็นอย่างนั้นเราจะเริ่ม มองหาความชอบธรรมให้ตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น หากคุณไม่ชอบเพื่อนของคุณ อารมณ์ขั้นเกลียดกันเลยสมมติชื่อ A แล้วกัน แล้วเขาทำเงินหล่นพื้นแบบเหรียญกระจายทั่วๆพื้นถนนเลย คำถามคือ

คุณจะช่วยเก็บไหม ? ในใจคุณอยากช่วยหรือไม่อยากช่วย ? หากการกระทำของคุณคือ ไม่เก็บเงิน ด้วยเหตุผลว่า ทำไมฉันต้องช่วยด้วย เขาทำเงินตกเองก็ต้องเก็บเองสิ หรือมีคำตอบอยู่แล้วเช่น มันก็สมควรเก็บเองสิ เพราะฉันเกลียดเธอไง หรือ เพราะตอนนั้นเธอทำให้ฉันขายหน้า หรือคุณกำลังหาความชอบธรรมใดๆ ที่ทำให้คุณไม่รู้สึกผิดในสิ่งที่สมควรทำนั้น รับประกันได้เลยว่า “คุณถูกกล่องมาบดบังแล้วครับ”

กล่องที่ว่าหนังสือได้อธิบายอย่างละเอียดโดยผมจะยกมาแบบคราวๆแล้วกันนะครับมีอยู่ 4 แบบด้วยกันคือ

  1. กล่องแห่งความเหนือกว่า เราจะมองโลกผิดเพี้ยนไปเพียงเพราะว่า มีคนที่ทำให้คุณรู้สึกว่าเขาเก่งกว่า เหนือกว่า รวยกว่า ทำนองนั้น
  2. กล่องแห่งความคู่ควร อันนี้น่าจะเจอบ่อยมาพร้อมๆกับไอ้กล่องด้านบนนั่นแหละ ความรู้สึกว่าเราควรจะได้สิ่งที่ดีสำหรับเรา ทำไมเราต้องเจอเรื่องแย่ๆ คนนี้ทำเรื่องแย่ๆกับเรา เราไม่คู่ควรจะเจอเรื่องอย่างนี้เลย
  3. กล่องแห่งภาพลักษณ์ กล่องนี้คน กทม. น่าจะเป็นกันเยอะมากผมคิดว่า ผมก็เป็น เช่น ผู้ชายอาจจะลุกขึ้นให้ผู้หญิงนั่งๆทั้งๆที่ไม่ต้องลุกก็ได้ แต่คุณลุกเพราะกังวลภาพลักษณ์ กลัวคนจะมองไม่ดี ประมาณนี้
  4. กล่องสุดท้ายคือ กล่องแห่งความด้อยกว่า เมื่อคุณรู้สึกด้อยกว่าจึงเอาความชอบธรรมจากความด้อยกว่า เช่นเราจะเห็นได้บ่อยในข่าว ฉันจนฉันจึงขโมยของ ทำนองนี้ครับ

เมื่อเราได้รู้ถึงกล่องแล้วเราต้องเรียนรู้ วิธีการออกจากกล่อง ตรงจุดนี้แหละที่ว่าทำไมมันเจ๋ง เพราะสิ่งที่ผมยกมารีวิวนั้น ไม่สามารถอธิบายได้หมดจริงๆ เพราะการอธิบายต่างๆนั้นต้องอาศัยความเข้าใจ เพิ่มเติมจากรายละเอียดครับ

ก้าวออกจากกล่องไปด้วยกัน

เมื่อคุณเรียนรู้การออกจากกล่องแล้ว ถึงเวลาที่คุณต้องพาคนอื่นๆรอบคุณออกจากกล่องด้วยครับ โดยจะมีพีระมิดที่กล่าวไปข้างต้นนั่นแหละ แต่จะลงรายละเอียดว่าทำอย่างไร ขั้นตอนแต่ละขั้นทำอย่างไร และแน่นอนทุกสิ่งไม่ได้สวยงามทุกอย่างต้องเริ่มต้น ลงมือทำ ตั้งแต่คุณได้เรียนรู้มันครับ

สรุป

ผมว่าเป็นหนังสือที่ดีมากๆ รายละเอียดทุกอย่างเป็นเหมือนเรากำลังดูหนัง ทั้งเรื่องและพยายามแก้ไขไปพร้อมๆกับตัวละครหลัก เราได้เรียนรู้ไปพร้อมกันและเป็นหนึ่งในหนังสือที่ควรให้คงในองค์กรอ่าน เพราะมันใช้แก้ปัญหาได้เกือบทุกอย่าง ไม่ใช่ว่ามันจะแก้ได้นะครับ แต่ผมหมายถึงว่า เราจะพิจารณาปัญหาได้ดีขึ้น ไม่มีกล่องมาบดบังสายตา และมุมมองของคุณ

ผมแนะนำว่าหากคุณชอบแนวการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ละก็ผมแนะนำคุณต่ออีกหนึ่งเล่มในเว็บนี้ครับทางนี้เลย

วิธีพาตัวเองออกจาก “กล่อง” ใบเล็ก

Credit

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือค่าย welearn จะสังเกตุว่าหนังสือส่วนใหญ่ก็เป็นของค่ายนี้ครับ คัดมาดีๆทั้งนั้น หากสนใจหนังสือเล่มนี้เชิญทางนี้เลยครับ

http://www.welearnbook.com/index.php?lay=show&ac=cat_show_pro_detail&cid=3550&pid=681103

แอบบอกนะว่าลดราคาด้วย ติดตามข่าวสารของสำนักพิมพ์นี้ได้ที่

https://www.facebook.com/welearnbook

หากชอบการรีวิวของเว็บเราคุณสามารถสนับสนุนได้ง่ายๆโดยการแชร์การรีวิวที่เป็นประโยชน์นี้ให้แก่คนรอบตัวคุณครับ และเราจะมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสำหรับหนังสือเล่มนี้ต่อไปอีกในหน้าเพจอีกครับติดตามเราได้ทางแฟนเพจที่นี่ครับ

https://www.facebook.com/readraide

 

 

เกี่ยวกับผู้เขียน oxygenyoyo


โปรแกรมเมอร์มือใหม่ในโลกแห่งหนังสือ อยากแบ่งบันหนังสือที่ถูกใจและหวังว่าคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับทุกคนครับ :)

Copyright © 2017. All rights reserved.